สารพัดเกร็ดน่ารู้เพื่อเตรียมตัวก่อนออกเดินทางไป Eastern Europe

สารพัดเกร็ดน่ารู้เพื่อเตรียมตัวก่อนออกเดินทางไป Eastern Europe

สารพัดเกร็ดน่ารู้เพื่อเตรียมตัวก่อนออกเดินทางไป Eastern Europe ทั้งเรื่องของการจัดเตรียมกระเป๋า, ไฟฟ้า-น้ำดื่ม, การโทรศัพท์ และตั๋วรถไฟ

การจัดเตรียมกระเป๋า

การจัดกระเป๋าไปเที่ยวยุโรป

การเดินทางไปที่ละหลายๆเมืองเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและน่าท้าทายอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความคล่องตัว เพราะว่าต้องขึ้นลงรถไฟและเปลี่ยนที่พักหลายครั้งมากๆ เมื่อไปหน้าร้อนเสื้อผ้าบางเบาจึงขอแนะนําให้แพ็คทุกอย่างไว้ในเป้ใบเดียว โดยใช้ถุงผ้าขนาดย่อมเป็นตัวจัดแยกชนิดสิ่งของ เพราะคุณคงไม่อยากซื้อแพ็คกระเป๋าทั้งใบทุกวันแน่ๆ เช่น แยกเสื้อ กางเกง ชุดชั้นใน ถุงเท้ายา อุปกรณ์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อาบน้ำ เครื่องสําอาง ออกจากกัน จากนั้นก็แค่หยิบใช้เป็นถุงๆ เสร็จแล้วก็โยนยัดทุกถุงลงในเป้แบ็คแพ็ค แล้วสะพายกระเป๋าใบเล็กไปอีก 1 ใบสําหรับใส่ของมีค่าติดตัวไว้ตลอด

สําหรับสบู่ แชมพู เครื่องสําอาง แม้ว่านักเดินทางหลายๆท่านจะนิยมไปหาซื้อเอาที่โน่นเพื่อไม่ต้องแบกหนัก แต่ใครจะเตรียมเซ็ตขนาดจิ๋วพกไปเลยจากไทยก็ได้นะ หากอยากพกไปและคิดว่าจะไม่โหลดกระเป๋าเข้าใต้ท้องเครื่อง ให้เราดูขนาดให้ดีๆ เพราะทางสายการบินจะอนุญาตให้นําของเหลวที่บรรจุในขวดขนาดไม่เกิน 100 มล. ขึ้นเครื่องได้เท่านั้น โดยจะนําไปกี่ขวดก็ได้ แต่ต้องใส่ทุกขวดรวมไว้ในถุงพลาสติกใสใบเดียว

เคยเห็นบางคนเตรียมถุงพลาสติกใบเบ้อเริ่ม ในที่สุดก็โดนเจ้าหน้าที่สั่งให้ถ่ายของทั้งหมดมาใส่ถุงซิปล็อคแบบใสที่ทางสายการบินจัดเตรียมไว้ให้ เพราะฉะนั้นถ้าเตรียมถุงไปเอง อย่าเอาไซส์ใหญ่จนน่าเกลียด

 

ไฟฟ้า-น้ำดื่ม

ที่แปลงหัวปลั๊กยี่ห้อ SKROSS

ทั้ง 5 ประเทศที่ไปใช้กระแสไฟ 220 วัตต์เหมือนเมืองไทย จึงไม่ต้องกังวลเรื่องแปลงค่าไฟ หากแต่ปลั๊กไฟที่นั่นจะใช้เป็นปลั๊กขากลม 2 ขา ยื่นยาวออกมาค่อนข้างมาก ต้องเตรียมที่แปลงหัวปลั๊กไป จะว่าไปก็สะดวกมาก เพราะเตรียมไปตัวเดียวใช้ได้ทั้ง 5 ประเทศเลย ที่แปลงหัวปลั๊กแบบนี้หาซื้อได้ง่ายที่เมืองไทยตามร้านสะดวกซื้อและร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าใหญ่ๆ ราคามีตั้งแต่ไม่กี่สิบบาทไปจนถึงหลายร้อย แต่ถ้าอยากซื้อแบบที่เป็นยูนิเวอร์ซอล (Universal) คือใช้เปลี่ยนหัวได้ทั่วโลกก็ขอแนะนําของยี่ห้อ SKROSS เพราะใช้มาเกือบ 10 ปี แล้วยังไม่ชํารุด แถมยังมีที่ชาร์จ USB ให้อีก 2 ช่องด้วยค่ะ แต่น้ำหนักจะมากกว่าพวกตัวแปลงที่มีหัวเดียว และราคาจะอยู่ที่พันกว่าบาท

การชาร์จไฟที่นั่นทําได้ไม่ยาก เพราะตามสนามบิน สถานีรถไฟ และร้านรวงต่างก็มีเต้าเสียบไว้คอยบริการ อย่างไรก็ตาม เราคงไม่อยากไปเสียเวลานั่งชาร์จไฟระหว่างวัน จึงควรเตรียมพาวเวอร์แบ็งค์ (Power Bank) พกติดกระเป๋าไปด้วย จัดเวลาให้ดี ชาร์จทุกอย่างก่อนเข้านอน หากอุปกรณ์ไฟฟ้ามี หลายชิ้น ก็อย่าลืมเตรียมปลั๊กไฟสายพ่วงไปด้วย

สําหรับน้ำดื่ม น้ำก๊อก (Tap Water) นั้นสามารถดื่มกันเป็นเรื่องปกติ เวลาไปทานอาหาร หรือดื่มกาแฟ คุณสามารถขอแท็ปวอเทอร์ดื่มได้ฟรี ไม่ต้องเขินอาย โดยเฉพาะที่ประเทศฮังการี สโลวีเนียและบัลแกเรีย น้ำที่ดื่มจากน้ำพุสาธารณะจะเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ (ต่างจากประเทศแถวนี้มากจ้า)

 

การโทรศัพท์กลับเมืองไทย

การโทรศัพท์กลับเมืองไทยจากยุโรป

เมื่อตัดสินใจเดินทางไปถึงต่างบ้านต่างเมือง สิ่งหนึ่งที่จะทําให้ดูดดื่มกับบรรยากาศ ของประเทศเขาได้อย่างเต็มที่ก็คือ การตัดใจจากงานและภาระที่ไทยในช่วงเวลาที่เราเดินทางท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามในยามฉุกเฉิน การต่อสายทางไกลจากมือถือก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่สะดวกที่สุด ข้อควรระวังคือ อย่าลืมยกเลิกระบบฝากข้อความ และอย่าลืมปิดระบบอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ (Mobile Data) ก่อนที่จะเดินทางออกนอกประเทศ ไม่เช่นนั้นอาจจะถึงขั้นไม่อยากกลับไปเห็นยอดบิลมือถือกันเลย ทีเดียว

อีกเรื่องที่สําคัญ คือ หากยังไม่เคยเปิดใช้บริการโทรข้ามแดนอัตโนมัติหรือ ไออาร์ (International Roaming) อย่าลืมโทรไปเปิดบริการและตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อนออกนอกประเทศ เพราะว่าบางครั้งพนักงานจะส่งเป็นข้อความมาให้ทําเองเพื่อให้เราใส่และส่งโค้ดกลับไปที่เครือข่าย ซึ่งการส่งโค้ดนี้จะทําไม่ได้ที่เมืองนอกถ้ายังไม่เปิดใช้ไออาร์

นับเป็นโชคดีที่ทั้ง 5 ประเทศนี้มี WiFi ฟรีให้ใช้ในหลายบริเวณ เช่น ในโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟและในสถานที่สําคัญ อย่างที่เมืองซาเกรบ ประเทศโครเอเชีย มี WiFi ให้ใช้ไม่อั้นที่บริเวณจัตุรัสกลางเมืองที่เมืองอุบลิยานา ประเทศสโลวีเนีย มีสัญญาณ WiFi เยอะมาก และให้ใช้ฟรีได้วันละ 1 ชั่วโมง หรือแม้แต่สถานีรถไฟใต้ดินที่เมืองโซเฟีย ประเทศบัลแกเรีย ก็จะมี WiFi ฟรีให้ใช้เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ จึงทําให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการติดต่อสื่อสารข้ามแดนที่ทําได้ฟรีผ่าน WiFi ไม่ว่าจะเป็น LINE. iChat, WhatsApp, Skype, Viber, HiTalk, KakaoTalk, Talkatone OoVoo, Google Hangouts, Google Voice, Voxofon, VChat, ICQ, Tango, Facebook Messenger หรืออื่นๆอีกมากมายตามไลฟ์สไตล์ได้เลย

ในกรณีที่ไปหลายวันและอยากได้ SIM ที่นั่นไว้ใช้ ก็สามารถหาซื้อไปตามบูธการท่องเที่ยวที่สนามบิน ร้านและแผงขายหนังสือพิมพ์ที่มีอยู่ตามสถานีรถไฟและริมถนน ส่วนโทรศัพท์ สาธารณะ แม้ปัจจุบันแทบจะไม่มีคนใช้แล้ว แต่ก็ยังมีให้พบเห็นอยู่ประปราย อุ่นใจยามมือถือใช้ไม่ได้

สําหรับค่าอินเทอร์เน็ต ทุกเครือข่ายจะมีลักษณะการคิดเหมือนกัน คือ ให้ชื่อแพ็กเกจเดต้าโรมมิงยุโรปเป็นจํานวนวัน และจะสามารถใช้สัญญาณอินเทอร์เนตแบบเดต้าโรมมิง ในทุกประเทศที่เขาทําคู่สัญญาการค้ากันเอาไว้ ตอนที่ตกลงซื้อแพ็กเกจ เขาจะบอกอีกครั้งว่า ให้จับสัญญาณชื่ออะไรในประเทศที่เราไป ขอให้จดไว้ให้ดี เพราะถ้าจับสัญญาณผิดหรือปล่อย ให้โทรศัพท์มือถือไปจับแบบออโต้ อาจจะโดนชาร์จค่าบริการซ้ำซ้อนได้

บางค่ายอย่างเช่น TRUE มีการเชื่อมต่อกับหลายพาร์ทเนอร์ ซึ่งแต่ละพาร์ทเนอร์จะคิดค่าบริการที่ต่างกัน จึงต้องจดไปให้ดีว่าควรเชื่อมต่อกับพาร์ทเนอร์เจ้าไหน และให้ใช้วิธีจับสัญญาณแบบแมนนวล (Manual) เช่น ที่ฮังการีให้เลือกจับกับคู่สัญญาณ Vodafone ที่โครเอเชียให้เลือกจับกับคู่สัญญาณ Tele2 เป็นต้น

 

ตั๋วรถไฟใช้ไม่อั้น

Eurail Global Pass

เสียงล้อรถไฟที่กลิ้งผ่านแผ่นรางด้านล่าง ตัดกับกระแสลมแห่งฤดูร้อนที่พัดผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มเอาไว้เพื่อให้ยังคงรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวภายนอก ในขณะที่นั่งเกาะขอบหน้าต่างบนเบาะผ้ากํามะหยี่แผ่นเดิมมาเป็นเวลากว่า 10 ชั่วโมงแล้ว บางครั้งการอยู่นิ่งๆ แล้วปล่อยให้สิ่งรอบตัววิ่งผ่านเราไป เร็วบ้าง ช้าบ้าง ก็น่ารื่นรมย์ไม่น้อย

ภาพที่วิ่งผ่านหน้าไปวันแล้ววันเล่า เหมือนกับเป็นแกลเลอรีขนาดใหญ่ที่ไม่มีทางตันหรือจุดสิ้นสุด การเดินทางโดยรถไฟในทวีปยุโรป ช่างเป็นประสบการณ์ที่พิเศษและยากที่จะมีสิ่งใดมาเทียบเคียง ครั้งนี้ทดลองใช้ตั๋วเดินทางที่เรียกว่า ยูเรลโกลบอลพาส (Eurail Global Pass) อายุ 2 เดือน เดินทางได้ 15 วันแบบไม่ต้องต่อเนื่อง ทําให้มีอิสระมากขึ้นและคลาย ความกังวลเรื่องซื้อตั๋วไม่ทัน เพราะในช่วงซัมเมอร์ที่ยุโรป อะไรก็เกิดขึ้นได้ รถไฟเต็ม โรงแรมเต็ม ห้องอาหารแน่น ที่เที่ยวคิวยาว และอีกสารพัดสิ่ง การถือโกลบอลพาสจึงเป็นเสมือนกุญแจ อเนกประสงค์ที่จะพาเราขึ้นลงรถไฟเมื่อใดก็ได้ กี่เที่ยวก็ได้ ไม่จํากัดจํานวน ตราบใดที่ยังไม่ เกิน 15 วัน ตลอดอายุตั๋ว

ตามกฏของการรถไฟในบางประเทศ เขาจะกําหนดให้ผู้โดยสารจองที่นั่งก่อนขึ้น ซึ่งขอแนะนําให้ทําตามนั้น ไม่ใช่ว่าต้องเป๊ะตามกฏไปซะหมด แต่ว่าเมื่อจองที่นั่งแล้วจะได้รับใบจองมา ในนั้นบอกรายละเอียดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหมายเลขรถไฟ หมายเลขตู้ขบวน หมายเลขที่นั่ง วันเวลาที่รถออกจากสถานีต้นทางและถึงที่หมาย รวมถึงชื่อสถานีที่เป็นภาษาท้องถิ่น ซึ่งถือว่าสําคัญมากสําหรับการเดินทางในแถบยุโรปตะวันออกที่มีภาษาเขียนและภาษาพูดเป็นของตัวเอง ค่าจองจะแตกต่างกันไปตามประเทศ แต่มักไม่เกิน 100 บาทต่อที่นั่ง (ส่วนตู้นอนพิเศษจะหลายพันบาท)

อย่างไรก็ตามทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น และเมื่อเราถือโกลบอลพาสแล้วนั้น เขาจะ ค่อนข้างอะลุ่มอล่วยพอควรทีเดียว อย่างเช่นที่ประเทศโรมาเนีย ปกติทุกคนจะต้องจองที่นั่ง ก่อนขึ้น ไม่อย่างนั้นจะโดนปรับ แต่ว่าพอมาถึงสถานีรถไฟ ช่องตัวนานาชาติ (International Tickets) กลับปิดบริการชั่วคราว กว่าจะเปิดอีกทีรถไฟขบวนที่เราจะขึ้นก็จวนจะออกแล้ว จึง ตัดสินใจวิ่งออกมาจากคิวแล้วขึ้นรถไฟไปเลย คิดในใจว่าตายเอาดาบหน้า โดนปรับนิดหน่อย ดีกว่าต้องตกรถไฟ พอคนตรวจตั๋วมาถึง เขาก็มองว่าเราเขียนวันใช้งานในโกลบอลพาสของเรา แล้ว และเผอิญรถไฟไม่แน่น เขาจึงอนุโลมไม่ปรับเงิน แล้วยังยิ้มแย้มชวนคุยเรื่องอื่นอีกด้วย เขามักจะตื่นเต้นดีใจที่ได้เห็นคนไทยไปเที่ยวที่นั่นค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น