จัตุรัสมหาวิหาร หรือโคมเตร์ (Dóm tér)

Szeged เมืองศูนย์กลางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และวิทยาศาสตร์ของฮังการี

Szeged เมืองศูนย์กลางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และวิทยาศาสตร์แห่งภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฮังการี ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ มีประชากร 170,000 คน แม่น้ำทิสซา (Tisza River) แบ่งเมืองออกเป็น 2 ฝั่งและยังเป็นอู่ข้าวอู่น้ำมาตั้งแต่สมัยยุคกลาง (Middle Age) ที่มีการขนส่งเกลือและไม้ผ่านลําน้ำนี้ มีปราสาทเรียกเก็บภาษีค่าผ่านทางได้ด้วย

อย่างไรก็ตามทุกอย่างย่อมมีสองด้าน ในเดือนมีนาคม 1879 ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่หรือที่เรียกกันว่า เดอะ เกรท ฟลัด (The Great Flood) ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงแม่น้ำทิสซาก็ไหลเอ่อท่วมเมืองเซเกด บริเวณใจกลางเมือง 2 มีบ้านเรือนอยู่ 5,723 หลัง ก็เหลือรอดมาเพียง 265 หลังเท่านั้น ผู้คนมากมายกลายเป็นคนไร้บ้านและใช้ชีวิตอยู่ด้วยความยากลําบากเป็นเวลา 3 เดือน

5 วันหลังจากเหตุการณ์ กษัตริย์ราชวงศ์ฮับสบวร์กก็เสด็จมาที่นี่และเห็นว่ากว่า 95% ของเมืองถูกทําลายสิ้นจึงได้ขอความช่วยเหลือจากทั่วโลก มี 35 ประเทศรวมถึงหลายประเทศในเอเชียยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ชื่อถนนที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ เช่น เบอร์ลิน ลอนดอน ปารีส เวียนนา คือชื่อเมืองหลวงที่บริจาคเงินมากที่สุดในครั้งนั้น บ้านเรือนส่วนมากในปัจจุบันจึงดูใหม่เพราะได้รับการสร้างขึ้นภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ และผังเมืองก็ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิก ลายอช เลคชเนร์ (Lajos Lechner) คนเดียวกับที่ร่วมออกแบบถนนอันดราชชี (Andrassy ut) ในกรุงบูดาเปสต์อีกด้วย

 

การเดินทางไปเมืองเซเกด

Szeged เซเกด

จากบูดาเปสต์เดินทางไปเซเกดได้ง่ายๆด้วยเวลาเพียง 2 ชั่วโมง 22 นาที โดยรถไฟโรซิตี (EuroCity) จากสถานี Nyugati ทางด้านเหนือของบูดาเปสต์ทุกๆชั่วโมง (เช่น ออกเวลา 05 53, 06.53, 07:53 ก็จะถึงเวลา 08.15; 09.15, 10.15 เป็นต้น) รถไฟยูโรซิตีขบวนสุดท้าย ออกจากบูดาเปสต์เวลา 20.53 น.

เขากลับจากเซเกดไปบูดาเปสต์ก็ใช้เวลาเท่ากันคือ 2 ชั่วโมง 22 นาที มีรถไฟกลับตั้งแต่เช้ามืดไปจนถึง 20.45 น. โดยรถไฟจะออกทุกๆชั่วโมงเช่นเดียวกัน (เช่น ออกเวลา 8.45, 9.45, 10.45 ก็จะถึงเวลา 11.07, 12.07, 13.07 เป็นต้น)

หากว่ามีตั๋ว Eurait Global Pass ก็แค่ตรวจสอบเวลาเดินทางและสถานีแล้วเตรียมตัวขึ้นรถไฟได้เลยเช่นเดิม ไม่จําเป็นต้องจองที่นั่งล่วงหน้าเพราะระยะทางไม่ไกลและมีรถออกทุกๆชั่วโมง อย่างไรก็ตามหากมากันหลายคนและอยากนั่งด้วยกันก็แนะนําให้ไปจองที่นั่งก่อนขึ้นรถ ส่วนขากลับก็อาจจองไว้ตั้งแต่ตอนไปถึงก็ได้ จะได้เดินเที่ยวได้อย่างสบายใจ

 

การเดินทางภายในเมืองเซเกด

Szeged Transport Company

เซเกดมีบริษัทที่ดูแลเรื่องการเดินทางสาธารณะอยู่ 2 บริษัทคือ Szeged Transport Company (www.szegedkozlekedes.hu) baz Tisza Volán Zrt. (www.tiszavolan.hu) ทั้งสองบริษัทจะให้บริการทั้งรถเมล์ธรรมดา (Bus) รถเมล์ไฟฟ้า (Trolley-Bus) และรถราง (Tram) รถเมล์มีทั้งหมด 33 สาย ในขณะที่รถเมล์ไฟฟ้ามี 5 สายและรถราง 5 สาย

สถานีรถไฟเซเกดมีตู้ขายตั๋วรถเมล์และรถราง ตั๋วเที่ยวเดียวราคาใบละ 320 โฟรินท์ (ประมาณ 45 บาท) แต่ถ้าหาไม่เจอหรือซื้อไม่ทันก็ไปซื้อกับคนขับได้ตอนขึ้นรถ (ต้องขึ้นจากทางหน้ารถ) ราคาใบละ 400 โฟรินท์ จากนั้นให้เอาตั๋วไป Validate ด้วยการสอดเข้าไปในช่องแสตมป์

ตั๋วด้านหลังคนขับ ถ้าไปกันหลายคนแนะนําให้ซื้อตัวชุด 10 ใบ ตกใบละ 305 โฟรินท์เท่านั้น เมื่อ เข้าถึงกลางเมืองแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวสามารถเดินเชื่อมถึงกันได้หมด ไม่จําเป็นต้องซื้อตั๋ววัน

ป้ายรถเมล์/รถรางของเมืองนี้ดูทันสมัย มีจอมอนิเตอร์คอยบอกว่ารถสายอะไรกําลังจะมาถึงในอีกกี่นาที และบนรถก็มีจอคอยบอกว่าสถานีต่อไปคือสถานีอะไร นับว่าการเดินทางด้วยรถสาธารณะที่นี่สะดวกมาก ชาวเมืองนอกจากจะใช้รถสาธารณะแล้วยังใช้จักรยานกันแบบชนิดขี่เคียงข้างไปกับคนเดินถนน เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของการสัญจรที่ไม่มีความแปลกแยกจากกัน อากาศในเมืองจึงดีมากๆ แทบไม่มีมลภาวะทางอากาศเลย

 

ท่องเที่ยวในเมืองเซเกด

จัตุรัสอินดูฮาส (Indóház tér)

จัตุรัสอินดูฮาส (Indóház tér)

จัตุรัสแรกที่ต้องเจอคือ Indóház térซึ่งก็คือบริเวณสถานีรถไฟนั่นเอง ลงจากรถไฟแล้วให้เดินขึ้นไปทางทิศเหนือผ่านถนน BoldogaSsZony (สังเกตง่ายๆคือเดินตามเส้นทางรถราง) แต่เนื่องจากอยากจะประหยัดเวลาจึงตัดสินใจไปขึ้นรถรางที่เข้าสู่ตัวเมือง รถรางทั้งสาย 1 และสาย 2 มีเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างใจกลางเมืองกับ สถานีรถไฟสาย 2 จะมาถี่กว่าแต่ขึ้นคันไหนก็ได้

 

จัตุรัสอาราดี เวียร์ดานุค (Aradi vértanúk tere)

จัตุรัสอาราดี เวียร์ดานุค (Aradi vértanúk tere)

รถรางพาไปที่ จัตุรัสอาราดี เวียร์ดานุค ช่องประตูโค้งใต้ตึกคือ ประตูวีรบุรุษ (Heroes Gate | H6sok kapuja) สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงทหารจากเมืองเซเกดที่เสียชีวิตระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และในบริเวณจัตุรัสนี้ยังมีเสาแห่งการปฏิวัติในปี 1956 เพื่อช่วยย้ำเตือนความจําว่าเหตุการณ์ตุลาคม 1956 นั้นเริ่มขึ้นจากการเคลื่อนไหวของนักเรียนที่เมืองนี้ ส่วนตึกสีชมพูสวยๆเป็นตึกของคณะวิทยาศาสตร์และสารสนเทศ Gyula Juhasz หนึ่งในกวีผู้มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศฮังการีซึ่งเคยมาเรียนที่นี่สมัยที่ยังเป็นโรงเรียนสอนไวยากรณ์

 

จัตุรัสมหาวิหาร หรือโคมเตร์ (Dóm tér)

จัตุรัสมหาวิหาร หรือโคมเตร์ (Dóm tér)

จากนั้นให้เดินไปด้านขวาสู่ฝั่งแม่น้ำไม่นานจะถึง จัตุรัสมหาวิหาร หรือโดมเตร์ ล้อมรอบด้วยตึกสไตล์ยุโรปเหนือ โดมเตร์มีพื้นที่ 12,000 ตารางเมตร (เท่ากับ จัตุรัสเซ็นต์มาร์ค เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี) ออกแบบโดย Bela Rerrich สร้างขึ้นระหว่างปี 1928-1930 จุดที่น่าสนใจบริเวณนี้คือ มหาวิหารประจําเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ในฮังการีและโรงละครกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ จุผู้ชมได้ 5,000 คน ใช้เป็นที่จัดงานฤดูร้อน (Open Air Festival) มาตั้งแต่ปี 1931 ไม่ว่าจะเป็นมหกรรมคอนเสิร์ตหรือละครเวที ในช่วงวันสุดสัปดาห์ ศุกร์ เสาร์และอาทิตย์

ด้านหลังโรงละครคือ โบสถ์พันธสัญญา (Votive Church | Fogadami Templom) ออกแบบโดย ฟริคเยชชูเลค (Frigyes Schulek) คนเดียวกับที่ออกแบบป้อมปราการชาวประมง เEtherman’s Bastion) ในบูดาเปสต์ ว่ากันว่าชูเลคตั้งใจอยากให้โบสถ์ออกมาคล้ายกับ โบสถ์ซาเกรเกอร์ (Sacre-Ceur) ในกรุงปารีส เหตุที่สร้างโบสถ์นี้ขึ้นเพราะชาวเซเกดได้บนบานเอาไว้ว่าจะสร้างโบสถ์หลังจากผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมในปี 1879 มีการส่งแบบเข้าประกวดถึง 35 แบบ และได้ฤกษ์ลงเสาเข็มเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 1914 แต่แล้วก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น ทำให้การก่อสร้างต้องหยุดชะงักลง ลูกศิษย์ของชูเลคจึงเป็นผู้สานต่อโครงการและสร้างแล้วเสร็จในปี 1930

ใครอยากเห็นพระแม่มารีใส่รองเท้าของเมืองเซเกด ให้แวะเข้าไปในโบสถ์แล้วแหงนดูภาพวาดเหนือแท่นบูชาหลัก ลักษณะพิเศษของรองเท้าของเมืองนี้คือสลับข้างใส่ได้ เพราะมีลักษณะเหมือนกัน ส่วนหอคอยทั้งสองยอดนั้นสูงถึง 91 เมตร จึงสามารถมองเห็นได้จากทุกมุมในเมืองเซเกด (เมืองนี้ไม่ค่อยมีตึกสูง)

หลังจากนั้น เดินตามถนน Somogyi ไปทางตะวันตกเพื่อไปสู่จัตุรัสแห่งที่ 4 คือ จัตุรัสดูโกนิกซ์ (Dugonics ter) ระหว่างทางจะผ่านมหาวิทยาลัยเซเกด รูปปั้นที่ตั้งอยู่ด้านหน้าคือ Albert Szent-GvOrgyi ผู้ค้นพบวิตามินซีที่สกัดจากพริกปาปริกา และได้รับรางวัลโนเบลในปี 1937 แต่นักเรียนคนหนึ่งของเขาที่ยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้บอกว่าจริงๆเขาโกรธมากที่ทุกคนคิดว่าเขาเป็นคนค้นพบ เพราะความจริงแล้วยังมีอีก 2 คนที่พบสารตัวนี้เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม เขาเป็นผู้ค้นพบวิธีสกัดแบบ ใหม่ทําให้ได้วิตามินซีมากถึง 30 กรัมจากพริกปาปริกาที่เซเกด น้ำหนัก 2,000 กิโลกรัม

 

จัตุรัสดูโกนิกซ์ (Dugonics tér)

จัตุรัสดูโกนิกซ์ (Dugonics tér)

หัวมุมถนนตรงข้ามจัตุรัสดูโกนิกซ์ คือ Unger-Mayer Palota เป็นบ้านของมหาเศรษฐีผู้หนึ่งสร้างในสไตล์เซซเซชันหรืออาร์ตนูโว ผู้ออกแบบคือ Ede Magyar เจ้าของฉายา เกาดี้ (Antoni Gaudi-สถาปนิกชาวสเปน) แห่งฮังการี ตอนออกแบบนั้นรูปปั้นผู้หญิงบนตึกทุกคนเปลือยกายทั้งหมด ภรรยาของเศรษฐีไม่พอใจมาก บอกว่าฉันไม่อยากอยู่ในตึกผู้หญิงเปลือย จึงได้เพิ่มลายผ้าบางๆ ปกปิดอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน หากอยากเห็นว่าเพดานบ้านคนรวยสมัยก่อนเป็นอย่างไร ให้มองหา ร้านรองเท้าที่อยู่แถวๆนั้น เพดานสวยมาก เป็นแบบคริสต์ศตวรรษที่ 19 เลย

จัตุรัสดูโกนิกซ์ ตั้งชื่อตามศาสตราจารย์ อันดราช ดูโกนิกซ์ (Andras Dugonics) ผู้ปฏิรูปภาษา ผู้สร้างคํานิยามทางภาษาศาสตร์มากมายเป็นภาษาฮังกาเรียน และผู้แต่งนิยายฮังกาเรียนเล่มแรก (Etelka) ในปี 1788 รูปปั้นของท่านเกิดจากการบริจาคเงินของประชาชน และเป็นรูปปั้นที่ตั้งอยู่กลางที่สาธารณะรูปแรกของเมืองเซเกด

ถัดไปคือ จัตุรัสก้นม้า มี เริคพาเลส (Reok Palace) อยู่หัวมุมถนน Tisza Lajos ตัดกับ Kolcsey (คนที่นี่เรียกบ้านมหาเศรษฐีว่าพาเลส) ออกแบบโดย Ede Magyar เช่นเดียวกันในปี 1907 และถูกดัดแปลงให้เป็นอาร์ตแกเลอรีตั้งแต่ปี 2007 บันไดเหล็กด้านในสวยมาก ตึกนี้มีชื่อเล่นว่า “The Horse’s Rump” หรือ ตึกก้นม้า อันเป็นที่มาของชื่อจัตุรัส เพราะว่าตั้งอยู่หลังรูปปั้นทหารม้า นอกจากนี้บนจัตุรัสกันม้ายังมีตึกคณะนิติศาสตร์ นักศึกษาที่จบจากที่นี้ก็มักจะพูดล้อเล่นกันว่า ได้รับประกาศนียบัตรก้นม้าเรียบร้อยแล้ว

 

จัตุรัสโคลซาล (Klauzál tér)

จัตุรัสโคลซาล (Klauzál tér)

เดินต่อไปบนถนนคาราซ (Karasz u.) ถนนที่เรียกตามชื่อตระกูลพ่อค้าผู้ร่ำรวยที่สุดแห่งเซเกดในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 ซึ่งจะได้เพลิดเพลินกับพาเลสสวยๆมากมายบนถนนเส้นนี้ (อย่าลืมนะ คําว่าพาเลสที่นี่ แปลว่าบ้านมหาเศรษฐี ไม่ใช่วัง ถ้าเรียกว่าแมนชั่น แปลว่าบ้านคนมีฐานะ ถ้าเรียกว่าเฮาส์ คือ บ้านของคนทั่วไป)

มาถึงจัตุรัสโคลซาล บรรยากาศร่มรื่น มีน้ำพุสิงโตเอาไว้ให้เติมน้ำใส่ขวดดื่มได้ และยังมีการแสดงเปิดหมวกอยู่เป็นหย่อมๆ หากสังเกตดีจะรู้สึกได้ว่าประตูชั้นล่างของอาคารแถบนี้เหมือนเป็นหน้าต่าง จริงๆแล้วคือชั้นสอง หลังจากที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงในปี 1879 เมืองเซเกดได้ถูกยกพื้นให้สูงขึ้น 1 ชั้น ทําให้ชั้นล่างสุดของตัวอาคารหายไปเลย และที่บริเวณนี้เป็นบริเวณเดียวที่ไม่ได้จมน้ำไปทั้งตัวอาคาร เนื่องจากเป็นพื้นที่สูงที่สุดในเมือง ตรงกลางจัตุรัสมีรูปปั้น ลายอช โคชชุทธ์ (Lajos Kossuth) สถาปนิกคนดังแห่งฮังการีซึ่งเป็นรูปปั้นนี้ขนาดเท่าตัวจริงเลยทีเดียว

จัตุรัสโซ่ (Széchenyi tér)

จัตุรัสโซ่ (Széchenyi tér)

เดินต่อขึ้นทางเหนืออีกนิดเดียวก็ถึง จัตุรัสโซ่ ซึ่งมีลักษณะเป็นเป็นพื้นที่สีเขียวที่มีความร่มรื่นขนาด 50,000 ตารางเมตรอยู่หน้าศาลากลาง (City Hall | Varoshaza) ที่สร้างขึ้นในสไตล์นีโอ-บารอก หลังคาปูด้วยไพโรกรานิต (Pyrogranite | Pirogranit) ว่ากันว่าแข็งยิ่งกว่าเพชร ส่วนบ่อน้ำด้านหน้านั้น ความตั้งใจแรกนั้นจะสร้างให้ใหญ่กว่านี้เพื่อเป็นตัวแทนทะเลสาบบาลาตอน (Lake Balaton) แต่เผอิญเงินหมด จ่ายค่าจ้างไม่ครบจึงได้มาขนาดเท่าที่เห็นดังรูปนี่ล่ะ

ด้านซ้ายมือของศาลากลางมีสะพานเชื่อมอาคาร 2 อาคารชื่อว่า สะพานถอนหายใจ (Bridge of Sighs ชื่อเดียวกับสะพานที่เมืองเวนิส ที่ท่านลอร์ดไบรอนได้แปลเป็นภาษาอังกฤษจากภาษาอิตาเลียนว่า Ponte dei Sospiri เป็นสะพานที่นักโทษจะได้เห็นวิวอันสวยงามของเมืองเวนิซเป็นครั้งสุดท้าย จนต้องถอนหายใจเพราะต้องไปเข้าคุกแล้ว)

สะพานนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นทางเดินของกษัตริย์ฟรานซ์ โจเซฟและพระนางซีซี ตอนที่เสด็จเยือนเมืองเซเกดเป็นเวลา 3 วัน ขณะสร้างเมืองใหม่หลังเหตุการณ์น้ำท่วมปี 1879 เพื่อที่พระองค์จะได้เดินจากห้องที่ประทับมายังห้องบอลรูมได้โดยไม่ต้อง ออกมานอกตัวอาคาร แต่ชื่อสะพานถอนหายใจนี้ได้มาหลังจากนั้น เมื่อก่อนคนที่ลืมจ่ายภาษีจะต้องไปเสียค่าปรับที่ศาลากลาง เมื่อเดินผ่านสะพานนี้ที่ไรก็มักถอนหายใจแบบต้องเสียเงินอีกแล้ว