ประวัติศาสตร์บัลแกเรีย

ประวัติศาสตร์บัลแกเรีย จากยุคหินจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

สาธารณรัฐบัลแกเรีย บางคนก็เรียกว่าเป็นประเทศบอลข่าน บ้างก็ว่าเป็นประเทศทะเลดํา และยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศแถบแม่น้ำดานูบ บัลแกเรียตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป และอยู่ทางตะวันออกของคาบสมุทรบอลข่าน ยูฟ่าเบท มีแม่น้ำดานูบไหลผ่านทางภาคเหนือ มีทะเลดําอยู่ฝั่งตะวันออก มีเทือกเขาบอลข่านพาดผ่านตอนกลางของประเทศ และมีพรมแดนติดกับอีกหลายประเทศ ทิศเหนือติดโรมาเนีย ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดตุรกี ทิศใต้ติดกรีซ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดมาซิโดเนีย และทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดเซอร์เบีย

จากยุคหินสู่จักรวรรดิโรมัน (สมัยก่อนคริสตกาล)

ประวัติศาสตร์บัลแกเรีย
ประวัติศาสตร์บัลแกเรีย

การตั้งรกรากบนดินแดนแห่งนี้มีมาตั้งแต่สมัย 100,000 ถึง 40,000 ปีก่อนคริสตกาลหรือยุคหินกลาง ต่อมาในยุคหินใหม่มนุษย์เริ่มทิ้งถ้ำมาทําเกษตรกรรมกันบนที่ราบสูง และถัดมาอีกราวๆ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล บริเวณหุบเขาโมราวา-วาร์ดาร์ (Morava-Vardar) ก็ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมอย่างมากจากชนเผ่าทราเชียนส์ (Thracians) หรือคนเชื้อสายอินโด-ยูโรเปียน ซึ่งขึ้นชื่อว่าเก่งเรื่องงานโลหะโดยเฉพาะเงินและทอง เรื่องการขี่ม้าและเรื่องดนตรี เมื่อชนเผ่าทราเชียนส์เริ่มขยายตัว พวกเขาก็แตกออกเป็นหลายชนเผ่าย่อย

เมื่อกรีกได้เริ่มตั้งศูนย์กลางการค้าขึ้นที่ชายฝั่งทะเลดํามักมีความขัดแย้งและดูถูกชาวทราเชียนส์อยู่เนืองๆ เนื่องจากทั้งสองชาติมีความสามารถที่สูสีกันมากทั้งการรบและการเรือน แต่ชาวทราเชียนส์ก็ยังไม่มีท่าทีรวมตัวกับกรีกให้เป็นปึกแผ่น จนกระทั่งการบุกรุกของชาวเปอร์เซียนในช่วง 600-500 ปีก่อนคริสตกาล ทําให้ชาวทราเชียนส์บนคาบสมุทรบอลข่าน หันมาจับมือกับกรีกสู้จนผ่านพ้นวิกฤตไปได้ แต่แล้วก็ต้องพบศึกที่หนักกว่าเมื่อมาซิโดเนียและจักรวรรดิโรมันเข้ามารุกราน

ก้าวสู่การเป็นชาติบัลแกเรีย (คริสต์ศตวรรษที่ 1 – 7)

กลางคริสต์ศตวรรษที่ 1 ดินแดนทั้งหมดของชาวทราเซียนส์ได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน เมื่อมองย้อนกลับไปก็น่าจะเป็นข้อดี เพราะชาวโรมันขันแข็งเป็นระเบียบและยังสร้างถนนหนทางเชื่อมบอลข่านจากเหนือจรดใต้ ซ้ายจรดขวา ufabet ซึ่งบริเวณที่ทั้ง 2 เส้นมาตัดกันก็คือ เมืองเซอร์ดิกา (Serdica) หรือกรุงโซเฟียในปัจจุบัน สถานที่สําคัญอื่นๆที่สร้างมาตั้งแต่สมัยโรมัน และยังคงหลงเหลือให้เข้าเยี่ยมชมได้ในปัจจุบัน เช่น โรงละครโรมัน (Ancient Roman Theatre) และสนามกีฬาโรมัน (Roman Stadium) ที่เมืองพลอฟดิฟ (Plovdio)

หลังจากการเสด็จสวรรคตของจักรพรรดิธีโอโดเซียสที่ 1 (Theodosius) ในปี ค.ศ. 395 จักรวรรดิโรมันถูกแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ดินแดนที่เคยเป็นของชาวทราเชียนส์จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทน์

ในช่วงที่จักรวรรดิโรมันตะวันตกเสื่อมอํานาจลงในคริสต์ศตวรรษที่ 5 เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ชาวสลาฟ (Slavic) ได้รวมกําลังกับ ชาวโพรโต-บัลการ์ (Proto-Bulgar) เชื้อสายเติร์ก ผู้เก่งกาจด้านการรบและมีความเป็นปึกแผ่นเหนียวแน่นในด้านการเมืองการปกครอง เข้าจู่โจมคาบสมุทรบอลข่าน และได้ตั้งรัฐชาติบัลแกเรียขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 681 โดยมีเมืองพลิสคา (Phiska) ใกล้ๆกับเมืองซูเมนในปัจจุบันเป็นเมืองหลวง

จักรวรรดีบัลแกเรียที่ 1, 2 และ 3 (.. 681 – 1946)

การที่ไม่มีกองกําลังทางเรือ ทําให้จักรวรรดิบัลแกเรียที่ 1 มีข้อจํากัดในการขยายอาณาเขตในฝั่งทะเลดํา แต่ยังขยายไปได้ในด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ยึดทรานซิลเวเนียของโรมาเนียมาได้ สงครามที่รุนแรงที่สุดแห่งยุคคือการไปรุกรานไบแซนไทน์ของท่านครุม (Khan Krum) ในปีค.ศ. 811 หรือที่เรียกกันว่า แบทเทิลออฟพลิสคา (Battle of Pliska) ทําให้จักรพรรดินิกิฟอรอสที่ 1 (Nicephorus I) แห่งไบแซนไทน์เสียชีวิตในสนามรบเป็นพระองค์แรกในรอบเกือบ 500 ปี แล้วข่านครุมก็เอากะโหลกของนิกิฟอรอสมาชบเงินทําเป็นแก้วไวน์ส่วนตัว

ต่อมาในปี 864 สมัย เจ้าชายบอริสที่ 1 บัลแกเรียได้รับเอาคริสตศาสนามาเป็นศาสนาประจําชาติ ทําให้บัลแกเรียเป็นประเทศคริสต์นิกายออโธดอกซ์ที่เก่าแก่ที่สุดประเทศหนึ่งของยุโรป และอีกเพียง 2 ทศวรรษถัดมาสองพี่น้องนักบุญซีริลและเมธโธดิอุสก็ได้ประดิษฐ์อักษรซีริลลิก (Cyrilic) ขึ้นในปี 885 เพื่อใช้แปลคําสอนทางศาสนา ตัวอักษรซีริลลิกยังใช้กันมาถึงในปัจจุบัน เช่นในบัลแกเรีย รัสเซีย เซอร์เบีย มาซิโดเนีย ยูเครน และเบลารุส ยุคทองทางวัฒนธรรมของบัลแกเรียรุ่งเรืองอย่างยาวนานจนกระทั่งสูญเสียเอกราชให้แก่จักรวรรดิไบแซนไทน์ในปี 1018

หลังจากตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิไบแซนไทน์อยู่เกือบ 170 ปี อาเซนและปีเตอร์ สองพี่น้องชาวโบยาร์หรือชาวรัสเซียชั้นสูง ได้สร้างจักรวรรดิบัลแกเรียที่ 2 ขึ้นในปี 1185 เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปี 1396 ซึ่งในทางประวัติศาสตร์ถือเป็นการสิ้นสุดยุคกลางของบัลแกเรีย สิ่งก่อสร้างที่ยังคงหลงเหลือไว้ให้ดู เช่น ภาพวาดฝาผนังที่โบสถ์โบยานา (Boyana) และโบสถ์อื่นๆในเมือง เวลิโก ทาร์โนโว (Veliko Tarnovo) หลังจากนั้นจักรวรรดิบัลแกเรียที่ 2 ก็พ่ายให้แก่จักรวรรดิออตโตมันเติร์กที่เข้มแข็งในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 และต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวเติร์กเป็นเวลานานเกือบ 500 ปี

เหตุการณ์เมษาจลาจล (April Uprising) ในปี 1876 เป็นจุดเริ่มต้นการทวงคืนอํานาจอธิปไตยของชาวบัลแกเรียน และประสบความสําเร็จหลังจากที่รัสเซียได้รับชัยชนะเหนือเติร์กในสงครามรุสโซ-เตอร์กิช (18771878) บัลแกเรียมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกในปี 1879 และใช้เวลาอีกประมาณ 30 ปีในการปลดแอกบัลแกเรียจากตุรกีอย่างสมบูรณ์ ด้วยพระปรีชาของเจ้าชายเฟอร์ดินานด์ (Ferdinant Sachsen-Coburg-und-Gotha) ซึ่งต่อมาได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระเจ้าซาร์แห่งจักรวรรดิบัลแกเรียที่ 3 ใน ปี ค.ศ. 1908 ขึ้นครองราชย์ปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

บัลแกเรียสมัยสงครามโลก

แม้ว่าราชวงศ์ซัคสโกเบิร์กก็อธสกี (Saxe-Coburg Gotha) แห่งบัลกาเรียจะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับจักรวรรดิรัสเซีย แต่บัลแกเรียได้เข้าร่วมสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งกับฝ่ายอักษะ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 บัลแกเรียสูญเสียทหารไปเป็นหลักแสน ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่สูญเสียชีวิตทหารมากที่สุดในสงครามครั้งนั้น และยังสูญเสียดินแดนไปอีกหลายส่วน

สงครามไม่เคยปราณีใคร แต่บางเหตุการณ์ก็สามารถสร้างความประทับตราตรึง 1 2 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ว่าบัลแกเรียจะอยู่ข้างเดียวกับเยอรมนี พระเจ้าซาร์บอริสที่ 2 แห่งบัลแกเรีย (Boris Ill, Tsar of Bulgaria) ยืดหยัดที่จะไม่ส่งชาวยิวในประเทศประมาณ 50,000 คน ไปยังห้องรมแก๊สพิษของพวกนาซี ทําให้บัลแกเรียและเดนมาร์กเป็นเพียง 2 ประเทศที่สามารถปกป้องชีวิตชาวยิวในประเทศของตนเอาไว้ได้

เมื่อเป็นเช่นนั้น ช่วงก่อนจบสงครามโลกครั้งที่ 2 บัลแกเรียจึงหันมาเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อขับไล่กองทัพเยอรมนีออกไปจากพื้นที่ของตน หลังสงครามบัลแกเรียเลือกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต และกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ปี 1946 เป็นต้นมา

การเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตยของบัลแกเรียเกิดขึ้นปลายปี ค.ศ. 1989 โดยมีการเลือกตั้งแบบหลายพรรคการเมืองและได้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้ในปี 1991 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ มิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นําโซเวียตคนสุดท้ายพยายามที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมเพื่อผลักดันโซเวียตไปสู่ระบบสังคมประชาธิปไตย โดยใช้นโยบายกลาสนอสต์และเปเรสทรอยกานําไปสู่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในที่สุด ส่งผลให้วงบริวารรวมถึงบัลแกเรียได้รับอิสรภาพ

บัลแกเรียเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ในปี 2004 และได้เป็นสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ในเดือนมกราคม 2007 พร้อมกับประเทศโรมาเนีย คนบัลแกเรียนส่วนใหญ่มีการศึกษาสูง แต่ในปัจจุบันค่าจ้างแรงงานในบัลแกเรียยังถือว่าถูกมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอียูอื่นๆ โดยรายได้ต่ำสุดต่อเดือนจะอยู่ที่ 184 ยูโร หรือประมาณ 7,000 บาท (ข้อมูลปี 2015) ทําให้บัลแกเรีย (รวมถึงฮังการี โครเอเชีย และโรมาเนีย) ถูกจัดให้เป็นกลุ่มประเทศที่มีค่าแรงถูกที่สุดในอีย คือไม่ถึง 500 ยูโรหรือประมาณ 20,000 บาทต่อเดือนนั่นเอง